“ล้อมวงผ่าวิกฤติระบบนิเวศประชาธิปไตยไทย” – เสวนาหัว+ใจไปด้วยกัน ครั้งที่ ๒

กลุ่มวงล้อ

ร่วมกับสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขอเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วม

การเสวนา “หัว+ใจไปด้วยกัน” ครั้งที่ ๒

เรื่อง

‘ล้อมวงผ่าวิกฤติระบบนิเวศประชาธิปไตยไทย’

วันอาทิตย์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เวลา ๑๓.๐๐-๑๘.๐๐ น.

ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Ecological Labyrynth

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ๐๘๕ ๑๕๓๔๐

ที่มาที่ไป

“ล้อมวงผ่าวิกฤติ” มีความมุ่งหมายที่จะเชิญชวนเพื่อนๆ และทุกท่านที่สนใจ มานั่งล้อมวงกัน แล้วเอา “วิกฤติ” ที่อยู่ตรงหน้าของเราแต่ละคนมา “ผ่า” ออกดูให้เห็นด้วยกัน และร่วมกัน “ฝ่า” วิกฤติออกไป ที่ควรมานั่งล้อมวง เพราะเราแต่ละคนมองมาจากคนละมุม ถ้ามานั่งเป็นวงก็จะช่วยให้เห็นคนละด้านของสิ่งที่น่าจะเป็นสิ่งเดียว กัน วิกฤติอาจมีรูปทรงสามมิติ และถ้ามานั่งคุยพร้อมกันก็จะได้มิติที่สี่ คือเห็นของเดียวกันในแต่ละเวลาเดียวกัน จากนั้นภาพฉายของอดีตก็อาจก่อเป็น รูปร่างที่ทำให้เราเข้าใจปัจจุบันมากยิ่งขึ้น จนถึงอาจมองเห็นอนาคต ฤาความใฝ่ฝันอันอาจเป็นจริงร่วมกันได้

คำว่า “ระบบนิเวศ” โดยปกติใช้อธิบายระบบในทางชีววิทยา โดยที่นิเวศวิทยาเป็นศาสตร์ใหม่ ที่มีความสลับซับซ้อน แต่ก็เป็นระเบียบ มีกฎเกณฑ์ของการอิงอาศัย ห่วงโซ่อาหาร การส่งผ่านพลังงานของสิงมีชีวิต บางคนจัดว่า โลกเป็นระบบนิเวศที่ใหญ่ และในระบบนิเวศใหญ่ก็มีระบบนิเวศย่อย แต่ละระบบอยู่โดยทุกที่มีสิงมีชีวิตที่ต่างกัน ต่างกันโดยโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ แต่ทุกตัวทุกชีวิตสำคัญต่อการดำรงอยู่ของระบบ

“ระบบนิเวศประชาธิปไตย” เป็นศัพท์ที่เสนอขึ้นมาใหม่ ในภาษาอังกฤษคำว่า Ecology of Democracy นำเสนอโดย เดวิด แมททิวส์ ชาวอเมริกันซึ่งได้อธิบายไว้ว่า เริ่มสังเกตระบบนิเวศของประชาธิปไตยจากเมื่อเกิดเหตุการณ์พายุแคธรินา ถล่มนิวออร์ลีนส์ ความล้มเหลวของโครงสร้างตามระบอบประชาธิปไตยที่มีการจัดตั้งตัวแทน ระบบกฎหมาย และฝ่ายบริหาร อำนวยการบริการสาธารณะ เกิดไม่ทำงาน ทำไม่ทันกับการรับมือแก้ไขวิกฤติเฉพาะหน้า แต่ความเป็น engaged citizen พลเมืองที่รู้ตัว รู้ว่าจะทำอย่างไร มีความสามารถรวมตัวกันฉับพลันได้อย่างน่าทึ่ง เพื่อเผชิญสถานการณ์จนลุล่วง โดยไม่จำนนต่อความล้มเหลวขององค์กรในระบบตามกรอบที่ประชาธิปไตย สร้างไว้ ตรงนี้จึงมีลักษณะอย่างเดียวกับระบบนิเวศที่ผู้คนพลเมือง “มีประชาธิปไตย” อย่างถึงราก พร้อมมีส่วนร่วม
โครงการนี้เสนอคำว่า “ระบบนิเวศประชาธิปไตยไทย” ด้วยประสงค์ให้หลายคนที่เป็นนักวิชาการ แสวงโอกาสมานั่งคุยกันแบบเข้าใจเมืองไทย พูดถึงระบบที่ใช้กันที่นี่ แม้ได้รับอิทธิพลแนวคิดจากต่างประเทศมาแตกต่างหลากหลายแขนงสาขาวิชา แต่การเสวนาจะใช้ภาษาไทยเป็นหลัก อาจไม่ต้องเป็นไทยล้วน อาจมีตัวอย่างของฝรั่ง แต่เมื่อยกมาแล้วมาเป็นอย่างไรที่นี่ เพื่อให้เราเข้าสู่ “นิเวศ” หรือ “บ้าน” ของเรา ในยุคสมัยนี้ที่เรามีคำว่า ประชาธิปไตยที่จะเป็นของไทย ปวงประชาจะเป็นใหญ่ ปกครองดูแลสรรพชีวิตกันอย่างไร ในประเทศนี้

ประเด็นในการเสวนา

ภาค ๑ Check In : ทักทาย แนะนำตัว เปิดหัวใจ ดูหนังฟังดนตรีสั้นๆ

ภาค ๒ ใคร่ครวญ เพื่อ “ผ่า” วิกฤติระบบนิเวศประชาธิปไตยไทย

  • เปรียบระบบธรรมชาติของนิเวศที่ซับซ้อน กับชีวิตมนุษย์ในสังคม
  • นิเวศการเมืองไทยหน้าตาเป็นอย่างไร?
  • ระบบที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม คืออะไร? มีในธรรมชาติ/ เป็น Man-Made/ เป็นมรดก?
  • ระบบปั่นป่วนเพราะอะไร? อะไรอยู่เบื้องหลัง?
  • พวกเรายืนอยู่ตรงไหนในนิเวศการเมืองไทย : เขาทำให้เกิด impact อะไรกับเรา/ เราทำอะไร ทำให้เกิด impact อะไรกับเขา ?
  • จะปั่นป่วนกันไปอีกถึงไหน?

ภาค ๓ ใคร่ครวญ เพื่อ “ฝ่า” วิกฤติระบบนิเวศประชาธิปไตยไทย

  • จะฝ่าไปไหน
  • สังคมในอุดมคติของเราคืออะไร?
  • ใครฝ่า จะร่วมกันฝ่าอย่างไร`? (ตั้งสมัชชา/ทำรัฐธรรมนูญ/กฎหมายใหม่ เนื้อหาแบบไหน? กระบวนการอย่างไร)
  • ข้อเสนอที่ยังไม่มีใครเสนอคืออะไร?
  • ความสงบและสันติสุขคือความฝันหรือความจริง?
  • เราและเพื่อนเราจะทำอะไร?

ภาค ๔ Check Out: สรุปประเด็น สรุปอารมณ์ความรู้สึก จากลาเพื่อพบกันใหม่

ให้ความเห็น

Filed under ทั่วไป, เสวนาครั้งที่ ๒

โลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ในสังคมศาสตร์

ปาฐกถาปิดชุดเสวนาหัว + ใจ ไปด้วยกันครั้งที่ ๑

กิตติศักดิ์ ปรกติ

กิตติศักดิ์ ปรกติ

ท่านอุปนายกสมาคมนิติศาสตร์ ท่านผู้มีเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักวิชาการสาขาอื่นๆ นอกเหนือจากสาขาวิชานิติศาสตร์ ที่อุตส่าห์ติดตาม “ควอนตัม” มาที่คณะนิติศาสตร์ จนกระทั่งทำให้บรรดานักนิติศาสตร์ และนักอื่นๆ ได้มีโอกาสมาทำการปฏิสันถาร

หลังจากที่ได้ยินท่านผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านพูดถึง แอนตี้-แม็ตเทอร์ ดาร์กแม็ทเทอร์ อะไรต่ออะไรแล้ว ทำให้คิดถึงสมัยที่ยังเรียนชั้นมัธยม ผมเป็นพวกที่ได้เรียนสาขาวิทยาศาตร์หลักสูตรใหม่ และเป็นพวกแรกๆ ในเวลานั้น ที่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องควอนตัม เรื่องทฤษฎีทวิภาคของสสาร ทวิภาคของพลังงาน ซึ่งไม่รู้เรื่องเลย (ผู้ฟังหัวเราะ) แต่ด้วยความไม่รู้เรื่องเป็นข้อดี เลยทำให้ไม่ยึดติด (ผู้ฟังหัวเราะ) และพึ่งมารู้จากท่านวิทยากรทั้งหลายว่า “ความไม่ยึดติด” นั้น ความจริงเป็นสาระสำคัญของทฤษฎีควอนตัม (ผู้ฟังปรบมือ)

สิ่งที่ได้รับมอบหมายให้มาพูดกับท่านทั้งหลายในระยะเวลาอันสั้นนี้คือเรื่อง ทัศนะของวิทยาศาสตร์ในสังคมศาสตร์ ซึ่งมีเรื่องราวต่างๆ ที่เราสามารถพูดได้มากมาย ผมตั้งใจจะมาพูดในด้านที่เป็นลบ หรือในด้านที่เราน่าจะสังเกตว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตราย ถ้าเรามองในแง่ของนักวิทยาศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ หรือถ้าจะว่าอีกอย่างหนึ่ง การเรียกวิชาการสาขาที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติว่าเป็นสังคมศาสตร์ก็เป็นการใช้คำที่ผิด เพราะที่จริงแล้วนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา มีการโต้เถียงที่สำคัญมากว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าแก่โลกอย่างมหาศาลนั้น จะพึงนำมาใช้ในสาขาวิชาอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่วิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแค่ไหนเพียงใด? และผู้ที่ตกเป็นจำเลยมากที่สุดคือ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ และสาขาวิชานิติศาสตร์ ว่าทั้งสองสาขานี้ไม่มีทางเป็นวิชาการได้ เพราะเหตุที่ไม่มีทางจะสามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาทำความเข้าใจได้

สาขาวิชาอื่นที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นดาราของวิชาการทางสังคมที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ วิชาสังคมวิทยา และวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นการศึกษาทำความเข้าใจ โดยอาศัยหลักการวิทยาศาสตร์ที่ว่า การจะทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งหลายในโลกนี้ได้นั้น เริ่มต้นจากการกำหนดแน่ว่าข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นอยู่อย่างไร? แล้วก็ทำการตั้งข้อสมมติฐาน วางหลักเกณฑ์ โดยอาศัยผลจากการสังเกต ตั้งข้อสมมติฐาน ค้นคว้า ทดลอง พิสูจน์ และนำเอาผลจากการพิสูจน์นั้น มาตั้งขึ้นเป็นกฎเกณฑ์และเราก็ได้กฎเกณฑ์ทางสังคมวิทยา รวมทั้งกฎเกณฑ์ในทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อใช้ทำนายผลที่จะเกิดขึ้นในทางสังคม

และในเวลาต่อมา ทัศนะนี้ก็ได้กลายมาเป็นต้นตอของวิชาการสาขาหนึ่งที่รู้จักในรูปของพฤติกรรมศาสตร์ แล้วรวมไปจนกระทั่งถึงวิชาที่กระทบไปถึงจิตวิทยา และกระทบต่อไปถึงสาขาวิชาอื่นๆ อีกมากมาย รวมแม้กระทั่งวิชาซึ่งแต่ดั้งเดิมมาแทบจะคิดไม่ออกเลย คือ วิชาภาษาศาสตร์ ในแง่ของการทำความเข้าใจ ศึกษา วิธีการใช้ลิ้น และฐานเสียง ของมนุษย์ชนชาติต่างๆ ว่าออกเสียงแตกต่างอย่างไร และทำไมคนไทยจึงไม่มีทางจะพูดภาษาอังกฤษได้ชัดถ้าหากยังติดยึดอยู่กับการออกเสียงแบบไทยๆ จนกระทั่งมีการคิดว่าจะต้องปรับวิธีการทำความเข้าใจฐานเสียง อย่างเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาก จนกระทั่งวิชาอักษรศาสตร์ก็อิจฉาเป็นอันมาก ใครใครก็หันมาเรียนภาษาศาสตร์ ในแง่ของการสังเกต ค้นคว้า ตั้งข้อสมมติฐาน ค้นคว้า ทดลอง สรุปผล วางกฎเกณฑ์ และดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ก็ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่อาจทำนายผลได้

เวลาที่เราได้ยินข้อความว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตย เราจะได้ยินว่า “ประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก” และถ้าคิดแบบวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบควอนตัม แต่เป็นวิทยาศาสตร์แบบ “นิวตัน” เน้นปริมาณ ความแน่นอน เอากฎเกณฑ์ ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ที่เกิดจากการสังเกตอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วนำมาสรุปผลก็จะได้ข้อสรุปความคิดง่ายๆ ว่า เมื่อประชาธิปไตยเป็นระบบที่ยอมรับว่าอำนาจอยู่ในมือของเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าหากเสียงข้างมากว่าอย่างไร เสียงข้างมากเป็นผู้กำหนดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ความดีความถูกต้องจึงไปผูกกับเสียงข้างมาก และด้วยเหตุนี้ใครที่จะผลักดันความเชื่อว่าด้วยความดี ความถูกต้อง ก็ต้องหาทางชักจูงเสียงข้างมากให้มาเข้าสู่ทิศทางที่ตนเองเห็นว่าถูกต้อง ความคิดนี้ไปเชื่อมโยงกับวิชาพฤติกรรมศาสตร์ เชื่อมโยงกับวิชาสังคมวิทยา

ถ้าหากเราย้อนไปในศตวรรษที่ 19 จะพบนักวิชาการหรือปรมาจารย์คนสำคัญคือ ออกุสต์ กองต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตอหรือบิดาของสังคมวิทยา และได้โฆษณาความคิดที่ว่า  วิชาการทางวิทยาศาสตร์ได้นำมาสู่ความสำเร็จในการดัดแปลงโลกมากมายเพียงใดก็ตามควรจะต้องนำมาใช้กับการศึกษาในทางสังคมด้วย และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ออกุสต์ กองต์ รวมทั้งสานุศิษย์ และบรรดาผู้ที่ไม่ได้เป็นสานุศิษย์ของ ออกุสต์ กองต์ แต่ได้รับอิทธิพลของแนวความคิดแบบ ออกุสต์ กองต์ ก็เชื่อว่า การค้นหาความจริงในทางสังคมศาสตร์หรือทางสังคมนั้น สามารถค้นคว้าหาได้จากการสังเกต รวบรวมข้อเท็จจริง แล้วทำการค้นคว้าทดลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ประจำๆ แล้วสรุปเป็นกฎเกณฑ์เพื่อทำนายผลในอนาคตได้ แนวความคิดนี้ในสมัยต่อมาเราเรียกว่าเป็นแนวคิดเชิงความเป็นไปได้ หรือเป็นวิธีการแบบ “ลัทธิกลไก” นั่นก็คือ มองวิทยาศาสตร์ในมุมมองของปฏิสัมพันธ์แบบกลไก

ความคิดนี้ส่งผลกระทบถึงเศรษฐศาสตร์ ถ้าสังเกต จะเห็นว่าเศรษฐศาสตร์ที่เติบโตมาถึงศตวรรษที่ 20 เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว นั่นคือ ความเชื่อว่า ความสำเร็จในทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นถ้าหากว่าจะทำให้บ้านเมืองเข้มแข็งก็จะต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวใหญ่โตด้วย ดังที่เห็นได้จากรัฐบาลหลายชุดรวมถึงชุดนี้ด้วย เวลาเขาจะดำเนินโครงการเมืองไทยเข้มแข็ง เขาเห็นว่าการจ้างงาน มีเงิน มีการขยายตัวในการทำมาหารายได้ แล้วจะทำให้บ้านเมืองเข้มแข็ง นี่เป็นอิทธิพลทางวิทยาศาสตร์แบบกลไก ผมไม่อาจหาญที่จะกล่าวว่าเป็นระเบียบวิธีแบบนิวตัน แต่ว่ามันเป็นแนวความคิดที่ ออกุสต์ กองต์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวความคิดแบบนิวตันนั่นเอง

ความคิดนี้นำไปสู่การประนามสาขาวิชาบางสาขา เช่น ประวัติศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็นำไปสู่วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แนวใหม่ว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ต้องเลิกศึกษาประวัติของบุคคลสำคัญ ต้องเลิกการศึกษาบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ มีวิธีคิด มีลักษณะสมบัติ มีบารมี ที่กำหนดทิศทางของสังคม ต้องหันมาสนใจประวัติศาสตร์ของมวลชน นั่นคือยุคของการเปิดการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย เลิกศึกษาประวัติศาสตร์ของบุคคลสำคัญ หันมาศึกษาประวัติศาสตร์ของมวลชน และการศึกษาประวัติศาสตร์ของมวลชนต้องศึกษาพลังทางสังคม ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางสังคมในแง่ของทฤษฎีความเป็นไปได้

และในแง่นี้ไปเชื่อมโยงกับความคิดแบบนักคณิตศาสตร์ ซึ่งต้องกลับไปหาฝรั่งเศสอีก นอกเหนือจากออกุสต์ กองต์ ยังมีนักคณิตศาสตร์จำนวนมากที่บอกว่าปรากฏการณ์ทั้งหลายในโลกนั้นสามารถที่จะลดรูปออกมา แล้วอธิบายด้วยกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ได้เสมอ ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ก็สามารถทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ วาดสูตรขึ้นมาได้ คนที่เป็นผลผลิตของยุคนั้น คนที่สำคัญคนหนึ่ง คือ คาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจและนำไปสู่ความคิดที่ว่าประวัติศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ คือประวัติศาสตร์สังคมที่เชื่อว่า สังคมบุรพกาลย่อมพัฒนาจากสังคมที่เรียกว่า คอมมิวนิสต์ บุรพกาลไปสู่สังคมทาส จากสังคมทาสก็จะก้าวไปสู่สังคมศักดินา และจากสังคมศักดินา และด้วยเหตุแห่งการปะทะสังสรรค์กันของพลังต่างๆ ในสังคมจะนำไปสู่สังคมทุนนิยม และจากสังคมทุนนิยมในยุคเริ่มแรกกษัตริย์จะเป็นใหญ่ และหลังจากนั้นทุนนิยมจะทำลายกษัตริย์ และก้าวไปสู่สังคมนิยม ซึ่งในที่สุดก็ก้าวไปสู่ยุคคอมมิวนิสต์หรือยุคสังคมศรีอาริยเมตตรัย

ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่เป็นผลมาจากการนำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มามองสังคม ทำให้วิชาประวัติศาสตร์นั้นเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างมหาศาล ไม่ได้มีเฉพาะวิธีการที่เกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์โดยมุมมองของคาร์ล มาร์กซ์เท่านั้น ยังมีมุมมองแบบดาร์วินนิสซึม ซึ่งเป็นผลจากการสังเกตวิวัฒนาการของสัตว์และพืช รวมทั้งการปรับตัวเข้าสู่โลกธรรมชาติ นำมาสู่แนวคิดซึ่งมองประวัติศาสตร์ในแง่ของวิวัฒนาการ หรือกลายเป็นประวัติศาสตร์วิวัฒนาการ ซึ่งเชื่อในแนวความคิดว่า ใครเข้มแข็งกว่า ใครแข็งแรงมากกว่า คนนั้นมีสิทธิอยู่รอดดีกว่า และส่วนหนึ่งก็กลายเป็นอุดมคติแนวความคิดที่ยกย่องชนเผ่าอารยันของเยอรมัน และเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิดที่ฮิตเลอร์ได้นำมาเป็นข้อยืนยันว่า เมื่อชนชาติเผ่าอารยันของตนนั้นมีความเข้มแข็ง มีความสามารถดีกว่าชนชาติอื่นจึงควรจะครองโลก ความคิดแบบนี้ก็ได้รับอิทธิพลสืบเนื่องต่อไปถึงญี่ปุ่น ทำให้เราได้เข้าไปสู่ยุคบูรพาอันสันติ หรือยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ทำให้ญี่ปุ่นเชื่อว่าในเอเชียนั้นมีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้นที่สามารถปรับตัว มีความสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด จีนนั้นเป็นประเทศที่ปรับตัวไม่เป็น ดังนั้น จึงเหมาะสมที่จะเป็นทาสญี่ปุ่น และญี่ปุ่นก็คิดออกได้อย่างเดียวว่าในภูมิภาคเอเชียนี้มีผู้ที่จะเป็นเพื่อนของญี่ปุ่น และเป็นเพื่อนผู้น้อง คือ ประเทศไทย เท่านั้น เพราะประเทศไทยเป็นนักปรับตัวคนสำคัญ และการปรับตัวที่สำคัญมากเลย คือ เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามเราก็ปรับตัวไปอยู่อีกฝ่ายหนึ่งได้เหมือนกัน (ผู้ฟังหัวเราะ)

ทัศนะแบบนี้เป็นทัศนะที่ปรากฏขึ้นในการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้เป็นทัศนะที่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน คนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบที่เข้าใจกันนั้นไม่สามารถจะนำมาปรับใช้กับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม” เหตุผลที่สำคัญมากและยังเป็นจุดยึดโยงสำคัญที่สุด และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทฤษฎีควอนตัม นั่นคือ การเสนอข้อคิดของ ลีโอโปลด์ รังเค่ นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน และวิลเฮล์ม วุนด์ท ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน เสนอว่า ปรากฏการณ์ในโลกนั้นแบ่งเป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้นอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกธรรมชาติ ที่สามารถจะศึกษาค้นคว้าทำความเข้าใจได้ โดยไม่จำเป็นต้องเอาความต้องการ ความคิด จิตใจ ความมุ่งหมายของมนุษย์ ไปปรุงแต่งเลย สังเกตความเป็นไปทางธรรมชาติ แล้วทำการค้นคว้าทดลองหากฎเกณฑ์ที่อยู่ในโลกธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ไม่อาจจะไปปรุงแต่งได้และเข้าใจความเป็นไปของโลกธรรมชาติ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว ทฤษฎีบิกแบง รวมถึงการขยายตัวของจักรวาล เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความต้องการ นอกเหนือการปรุงแต่ง นอกเหนือความมุ่งหมายใดใดของมนุษยชาติ

แต่มีปรากฏการณ์อีกจำพวกหนึ่ง เป็นปรากฏการณ์ที่จะทำความเข้าใจได้ต่อเมื่อไปทำความเข้าใจถึงความมุ่งหมายของการที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหล่านั้น แล้วไปปรุงแต่งสิ่งเหล่านั้นด้วยความต้องการ ด้วยความมุ่งหมายบางอย่าง ความมุ่งหมายบางอย่างนั้น ตัวอย่างที่ ฟรีดดริค ออกุสต์ ฟอน ฮาเย็ค ซึ่งเป็นนักกฎหมาย เผอิญไปเอาดีทางเศรษฐศาสตร์จึงได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อมนุษย์ไปเห็นก้อนหินก้อนหนึ่งไปพบก้อนหินตกอยู่ใกล้ปากถ้ำจะเข้าใจได้ว่าเป็นสะเก็ดหินที่เกิดจากการระเบิดของหินภูเขาไฟหรือมันคือขวานหินโบราณ? ไม่สามารถจะอาศัยการสังเกตธรรมดาไปทำความเข้าใจได้ ต้องอาศัยความเข้าใจที่ประกอบกับความมุ่งหมายของมนุษย์และศึกษาดูว่าปรากฏการณ์นั้น เป็นปรากฏการณ์ที่มนุษย์ไปปรุงแต่งหรือไม่ได้ปรุงแต่ง ถ้ามนุษย์ไม่ได้ปรุงแต่งก็เป็นเรื่องโลกธรรมชาติ ถ้ามนุษย์ปรุงแต่งก็เป็นเรื่องของวิชาโบราณคดี มานุษยวิทยา เป็นเรื่องของการศึกษาทำความเข้าใจ ปรากฏการณ์โดยเทียบเคียงกับจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ ความมุ่งหมายของบรรดาผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหล่านั้น และโดยเหตุนี้โฉมหน้าของวิชาประวัติศาสตร์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือ นักประวัติศาสตร์ในสายสาขาใหม่นี้บอกว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ปราศจากการนำเอาจิตใจของมนุษย์เข้าไปปรุงแต่ง ความเข้าใจของการศึกษาในทางวิชาประวัติศาสตร์ต้องเข้าใจความมุ่งหมายที่เกิดจากจิตใจมนุษย์เข้าไปปรุงแต่งปรากฏการณ์เหล่านั้น ไม่สามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบโง่-โง่ หรือใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบตรงไปตรงมาอย่างที่ออกุสต์ กองต์ได้อธิบาย

ความจริงแล้ว มาถึงจุดนี้ต้องอธิบายต่อไปว่า เหตุที่เกิดขึ้นแบบนี้เป็นเพราะการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นับแต่ยุคกาลิเลโอมาจนกระทั่งถึงยุคของนิวตันนั้น เหตุผลสำคัญก็คือการที่เขาต้องต่อสู้กับปรากฏการณ์ของความเชื่อมาแต่โบราณว่า หนึ่ง ความจริงนั้นเราจะศึกษาได้จากความคิดเห็นของปราชญ์แต่ดั้งเดิม  ไม่ได้ศึกษาโลกธรรมชาตินะครับ คนในยุคกลาง คนในยุคใหม่ รวมแม้กระทั่งการทำความเข้าใจในความจริงในยุคแรกๆ ของวิทยาศาสตร์เชื่อว่าต้องศึกษาจากคำอธิบายหรือความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นฝรั่ง ไม่ได้ศึกษาโดยมองความจริงอย่างเป็นกลาง หรือมองความจริงแบบตรรกศาสตร์ตามที่มันเป็นอยู่จริง

ประการที่สอง วิทยาศาสตร์นั้นเกิดขึ้น เติบโตขึ้นภายใต้การต่อสู้กับแนวความคิดแบบสมัยโบราณว่าความจริงเป็น transcendental reality เป็นความจริงที่แฝงด้วยความคิดที่อยู่เบื้องหลังมันอีก ซึ่งอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ท่านได้อธิบายถึง อภิปรัชญา นั่นคือ ความจริงที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์และกฎเกณฑ์ทั้งหลายอีกทีหนึ่ง และความจริงนี้เป็นอุปสรรคใหญ่มากสำหรับนักวิทยาศาสตร์เพราะว่าความจริงทุกทุกความจริง หรือความเป็นจริง หรืออภิปรัชญา ยังมีความมุ่งหมายอีกต่างหาก  เพราะพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลกก็ต้องมีความมุ่งหมาย แนวคิดการเกิดของโลกและจักรวาลเริ่มจากเคออส โลกอส ตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน ก็ต้องมีความมุ่งหมาย และนำไปสู่คำถามต่อไปว่าบิ๊กแบงมีความมุ่งหมายอย่างไรอีก

ในสมัยกลางเชื่อว่าเบื้องหลังความจริงนั้นมีความมุ่งหมายของโลกและเอกภพซึ่งเป็นสถานะที่ไม่แตกต่างจากจิตใจมนุษย์ ตรงนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว เพราะเหตุว่านักปราชญ์กรีกนั้นสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว และเห็นว่า โอ้ สิ่งนี้ ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์เสียยิ่งกระไร เมื่อเห็นซากปรักหักพังย่อมรู้ได้ว่ามนุษย์สร้างไว้ มนุษย์ออกแบบไว้ ในเมื่อโลกและจักรวาลต่างก็เดินทางไปอย่างมีระเบียบ พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก อย่างมีระเบียบ แสง เงา ปรากฏการณ์ในโลกทางธรรมชาตินี้ก็เป็นไปอย่างมีระเบียบ จึงเห็นว่าน่าจะมีผู้ใดออกแบบไว้ ดังนั้น จักรวาลในเอกภพกับจิตใจมนุษย์จึงมีคุณภาพเหมือนกัน เพราะมีความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจ และการทำความเข้าใจโดยมุ่งไปสู่ความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งนี้แหละคือสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทำการต่อสู้ ทำการล้มล้าง ทำการเลิกล้ม ให้สิ้นสุดลง ว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้กำหนด ไม่มีหรอกแนวคิด หรือแบบ หรือสติปัญญาที่กำหนดโลกหรือจักรวาล หรือถ้ามีก็ไม่ต้องไปสนใจ เราสนใจเฉพาะปรากฏการณ์ที่มันปรากฏ แล้วตีความหาหลักเกณฑ์ให้ได้

จากจุดนี้ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ถึงจุดแยกกันของวิชาการของสมัยโบราณและวิชาการของสมัยใหม่ จุดตั้งต้นของวิทยาศาสตร์ เมื่อต้องการล้มล้างสิ่งเหล่านี้ การศึกษาถึงความมุ่งหมายของสิ่งต่างๆ จึงจะต้องทำให้มันกลายเป็นของ กลายเป็นของไม่น่าเชื่อถือ กลายเป็นของไม่น่านับถือ ในศตวรรษที่ 19 ในบางสาขาวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชานิติศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่ถูกเหยียบ ถูกกระทืบ ทำให้เกิดความไร้ความหมาย โดยการบอกว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฐ มันคือคำสั่งของผู้มีอำนาจ มันเป็นเจตจำนงของผู้ครอบครองปกครองบ้านเมืองอยู่ มันคือเจตจำนงของผู้มีบารมีจะอยู่ในหรือนอกรัฐธรรมนูญก็ตาม ที่บังคับให้สังคมทั้งสังคมต้องอยู่ใต้บาทามัน เพราะฉะนั้นมันไม่มีหรอกกฎเกณฑ์ที่เป็นตัวของตัวเอง มันเป็นกฎเกณฑ์ซึ่งถ้าสังเกตแล้ว มันเป็นกฎเกณฑ์ของเหตุและผล มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ถ้าสังเกตเชิงปริมาณแล้วจะพบว่าสังคมต่างๆ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ ดังนั้น กฎหมายไม่ใช่สิ่งอะไร นอกจากผลของอำนาจ เจตจำนงของผู้มีอำนาจ

คาร์ล มาร์กซ์ สรุปอย่างนี้ เลนินสรุปอย่างนี้ ภายใต้การศึกษามองความจริง มองกฎหมายแบบเหตุและผล มองในแง่ของวิทยาศาสตร์เชิงกลไก วิชานิติศาสตร์จึงจมอยู่ใต้บาทาของวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์แบบกลไก ต้องรอจนกระทั่งทฤษฎีควอนตัมเกิดขึ้น (ผู้ฟังหัวเราะ) ซึ่งก็แปลกนะครับ

พร้อมๆ กับทฤษฎีสัมพัทธภาพ นำไปสู่การคิดใหม่ในวงวิชาการ ที่ว่ากฎหมายไม่ใช่อำนาจ กฎหมายเป็นสิ่งที่มีความถูกผิดในตัวของมันเอง ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ไม่ใช่สิ่งแน่นอนตายตัวโดยไม่เปลี่ยนแปลง ความคิดนี้ นักวิทยาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชากฎหมายในยุคหลังตลอดการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในยุคหลัง คือการยื้อแย่งกันระหว่างกฎเกณฑ์ที่มันตายตัวกับกฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่น และกฎเกณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นนี้คือเครื่องมือในการแสวงหาความเป็นธรรมในสังคมตลอดเวลา วิธีการของนักนิติศาสตร์ก็คือการที่จะสร้างความเป็นธรรมโดยการชั่ง กรอง น้ำหนัก ประโยชน์ได้เสียของคู่กรณีและผู้ที่เกี่ยวข้อง มองหาจุดที่เกิดดุลยภาพ ซึ่งเป็นดุลยภาพที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ได้หลุดออกไปจากความถูกและความผิด เพียงแต่มันเบี่ยงออกไปได้เล็กน้อยภายใต้เงื่อนไขตามกาลเทศะของมัน

จากจุดนี้จะเห็นว่า แม้กระทั่งแนวความคิดแบบนี้ก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในสังคมไทย ความเชื่อว่าประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก ถ้าเชื่อแบบกลไก ก็คือว่า ใครมีเสียงข้างมากก็เป็นฝ่ายกำหนด ใครเกณฑ์ประชาชนมาประท้วงได้มากกว่าคนนั้นเป็นผู้ปกครอง เจตจำนงของประชาชนที่จะมาประท้วงกันไม่ว่าถูกหรือผิดต้องเป็นเจตนารมณ์ของผู้ปกครอง เป็นความคิดแบบ ออกุสต์ กองต์ ก็ว่าได้ ซึ่งผมไม่อย่าจะว่ามาก (ผู้ฟังหัวเราะ)

แต่ในด้านกลับกัน ประชาธิปไตยที่มาจากเสียงข้างมาก เป็นแต่เพียงข้อสมมติฐานว่าผู้ที่เป็นคนธรรมดาสามัญ จิตสำนึกของคนธรรมดาสามัญจำนวนมากที่สุดย่อมมีโอกาสที่จะมีสภาวะสมดุลหรือก่อให้เกิดสมดุลของสังคมภายใต้เหตุผล สามัญสำนึกอย่างง่ายๆ ถ่วงดุลและคานกันเองจนเกิดเป็นความเห็นที่น่าจะถูกต้องมากที่สุด เป็นการทำความเข้าใจว่าประชาธิปไตยก่อให้เกิดความน่าจะเป็นที่จะผลักดันไปสู่ความเป็นธรรมมากขึ้น

ในขณะเดียวกันประชาธิปไตยไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างลอยๆ ต้องมีได้ก็ต่อเมื่อยังคงเคียงคู่อยู่กับการคุ้มครองคุณค่าพื้นฐาน เช่น หลักการสำคัญในเรื่องของความเสมอภาค ประชาธิปไตยลบล้างความเสมอภาคไม่ได้ เพราะความเสมอภาคเป็นรากฐานของประชาธิปไตย และในขณะเดียวกันประชาธิปไตยต้องเป็นการปกครองด้วยเสียงข้างมากที่ไม่ทำลายล้างเสียงข้างน้อย รับฟังเสียงข้างน้อย และยอมให้เสียงข้างน้อยมีปฏิสันฐาน มีการตอบโต้กับเสียงข้างมากอยู่ตลอดเวลา โดยได้รับการคุ้มครองให้ที่ยืนที่มั่นคงในสังคม ความคิดนี้คือความคิดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพ ความคิดที่ว่าประชาธิปไตยจะมีได้ต่อเมื่อมีการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานและไม่เพียงเท่านั้น ยังจะต้องประกันเสรีภาพในการแข่งขันให้ทุนเล็กสามารถทานทุนใหญ่ได้ ไม่ตกอยู่ใต้การครอบงำและภายใต้การควบคุมกำหนดจากทุนขนาดใหญ่เท่านั้น

ความคิดอย่างนี้ ถ้าเราย้อนไปดูความเข้าใจทั้งในทางเคมี ความเข้าใจในทางฟิสิกส์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะที่มีการตอบโต้ โต้แย้งกันอยู่ตลอดเวลา ผมไม่อาจจะกล่าวได้ว่า วิชาสังคมศาสตร์หรือศาสตร์ทางวัฒนธรรมนั้นได้ลอกเลียนแบบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และไม่อาจจะกล่าวได้ว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ลอกเลียนแบบหรือได้ต่อสู้กับความเชื่อแบบสังคมศาสตร์หรือศาสตร์ทางวัฒนธรรมจนเกิดเป็นความคิดแบบใหม่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เราจะเห็นได้ว่า เรา – ซึ่งอยู่ในจุดนี้ ในแง่ของสังคมศาสตร์ ในแง่ของศาสตร์ทางวัฒนธรรม เรากำลังเผชิญหน้ากับอิทธิพลของความคิดแบบวิทยาศาสตร์แบบเก่า ความคิดวิทยาศาสตร์แบบกลไก

ถ้าเราดูการโฆษณาทางโทรทัศน์ เราดูการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ เราดูลัทธิบริโภคนิยม จะเห็นได้ว่าทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่าถ้าหากเราสามารถโน้มน้าวความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากให้เชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล เราโฆษณาทับถมเข้าไปเรื่อยๆ คนก็จะเชื่อ คนก็จะซื้อเรา และเมื่อวันหนึ่งคนไม่ซื้อเพราะความเห็นเปลี่ยนแปลงไป เราค่อยหาอุบายใหม่ เราค่อยหาตลาดใหม่ เราค่อยหาหากลไกวิธีที่จะหลอกเขาใหม่ และเราก็จะประสบความสำเร็จแบบใหม่ และตรงนี้นำไปสู่ความคิดที่จะต้องสร้างโรงละคร สร้างกลไก สร้างละครแบบใหม่ขึ้นมา ทำให้ประชาชนหลงลืมและถูกหลอกลวงเรื่อยไป เพื่อจะนำไปสู่การบริโภคแบบใหม่ตลอดเวลา นี่ก็เป็นอิทธิพลของความคิดทางวิทยาศาสตร์แบบกลไก

ในขณะเดียวกัน ในด้านตรงกันข้าม เราจะเห็นได้ว่า การต่อสู้ของการคัดค้านความคิดแบบบริโภคนิยมซึ่งเราจะเรียกกันได้ว่าการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจพอเพียง คือเศรษฐกิจที่จำกัดการบริโภค คือเศรษฐกิจที่เข้าควบคุมโลกธรรมชาติ คือเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การเข้าสู่สภาวะกลมกลืน อยู่ร่วมกันกับโลกธรรมชาติ สภาวะแบบนี้มันก็มีลักษณะยืดหยุ่นแบบลื่นไหลที่ต้องต่อสู้กับแนวความคิดแบบบริโภคนิยม

ความคิดแบบนี้ถ้าเราไม่ได้สังเกต ไม่ได้ติดตามก็จะไม่รู้สึกเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราอยู่ในสังคมที่เป็นพุทธ และการที่เป็นสังคมชาวพุทธ ซึ่งเป็นสังคมที่ต่อต้านความคิดแบบควอนตัมมาตั้งแต่โบราณ และด้วยเหตุนี้ทำให้การต่อต้านความคิดแบบกลไกมาแต่โบราณแล้ว เพราะรากเหง้าความคิดแบบพุทธนั้นเป็นวิภาษวิธี เต็มไปด้วยความคิดแบบปุจฉาและวิปัสสนาที่ดำรงอยู่ตลอดเวลา เป็นความคิดที่จะดำรงไว้ซึ่งเอกภาพของด้านตรงกันข้ามตลอดเวลา แต่แน่นอนที่สุด ความคิดแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เป็นวิทยาศาสตร์แบบกลไกนั้นก็เข้ามาครอบงำความคิดแบบพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน

การที่เราต้องท่องกันว่า สัพเพ อนิจจัง สัพเพ ทุกขัง สัพเพ อนัตตา หัวใจของวิภาษวิธีนี้ ที่จริงแล้ว ถ้ามองด้วยสายตาแบบนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คนอย่างไอน์สไตน์ หรือคนอย่างนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันจำนวนมากบอกว่า ถ้าเกิดมาชาติหน้าอยากจะเกิดเป็นชาวพุทธนั้นก็เป็นเพราะว่าแนวความคิดทางสังคมในวัฒนธรรมไทยนั้น เข้าใกล้วิทยาศาสตร์แบบที่เชื่อกันในยุคปัจจุบันมาก

ผมขอสรุปลงในที่นี้ว่า อันที่จริงแล้ว ความสำเร็จของวิทยาศาสตร์แบบนิวตัน วิทยาศาสตร์แบบกลไกนั้น นำมาสู่ การขึ้นสู่กระแสสูงของความคิดแบบเหตุผลนิยมกลไก และเหตุผลนิยมกลไกนั้นก็ครอบงำโลกอยู่ได้ระยะหนึ่ง ในบ้านเรา ความคิดแบบนี้ได้เข้ามาครอบงำความเข้าใจทางสังคมอยู่เป็นเวลานาน โดยเฉพาะความเข้าใจว่าอะไรก็ตามที่เป็นสมัยใหม่ต้องอยู่ภายใต้เหตุผลนิยมแบบที่เชื่อกันว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ที่แท้แล้ว ถ้าเราทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์แบบควอนตัม เราจะเห็นได้ถึงการทำความเข้าใจความจริงในรูปของเอกภาพของด้านตรงกันข้าม ทำความเข้าใจความจริงในแง่ของความเป็นอยู่ของสิ่งที่ขัดแย้งกัน และนำไปสู่ความเข้าใจความจริงที่เปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ภายใต้สิ่งที่เราเรียกกันว่าความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่ดำรงอยู่ในข้อเท็จจริงที่ค่อนข้างหลากหลายเสมอมา และตรงนี้เป็นทัศนคติที่ตรงกันกับทัศนะแบบพุทธที่บอกว่า “จงมองสรรพสิ่งตามที่มันเป็นจริง แต่มองด้วยทัศนะที่เป็นแบบกาลามสูตร” แต่ทัศนะแบบนี้ไม่เชื่อว่าความจริงไม่มีอยู่ ทัศนะแบบนี้เชื่อว่าความจริง ความถูกต้องนั้นมีอยู่

ทัศนะแบบนี้เป็นทัศนะเช่นเดียวกับวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าความถูกต้องนั้นมีอยู่แต่การศึกษาหาความถูกต้องนั้นจะต้องศึกษาจากการทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่ดำรงอยู่ในข้อเท็จจริงที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

ฉันใดก็ฉันนั้น เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา รวมทั้งสาขาอื่นๆ ถ้าหันมามองความเป็นจริงโดยหยิบยืมความเข้าใจแบบควอนตัมมาให้เราเข้าใจง่ายมากขึ้น ก็จะทำให้วิชาการทางสังคมศาสตร์หรือศาสตร์ทางวัฒนธรรมนั้นขยับไป และผมเชื่อว่าภายใต้อิทธิพลทางวัฒนธรรมแบบพุทธของเรานั้น มีโอกาสที่เราจะปลดตัวออกจากการตกเป็นทาสของบริโภคนิยม หรือแนวคิดเศรษฐกิจแบบยึดโยงอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ฝ่ายเดียว เชื่อต่อไปด้วยว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่อุตส่าห์มาเผยแพร่ความคิดแบบควอนตัมนั้น คงจะช่วยกันผลักดันให้ความเข้าใจเหล่านี้นำไปสู่เยาวชนมากกว่าการเชื่อแบบกลไกอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ (เสียงปรบมือ)

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่นี่

 

ให้ความเห็น

Filed under บทความ, เสวนาครั้งที่ ๑

สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ “หัว + ใจไปด้วยกัน”

เปิดตัวสถานีโทรทัศน์ “หัว + ใจ ไปด้วยกัน”

ประเดิมด้วยคลิปเสวนา “วิกฤติไทย วิกฤติโลก มองผ่านทัศนะควอนตัม” ฉบับย่อสุด-สุด

สถานีโทรทัศน์ช่อง "หัว + ใจไปด้วยกัน"

โปรดติดตามคลิปต่อไปด้วยใจระทึกพลัน!

ให้ความเห็น

Filed under เสวนาครั้งที่ ๑

ภาพถ่ายจากงานเสวนา “วิกฤติไทย วิกฤติโลก มองผ่านทัศนะควอนตัม”

ภาพจากงานเสวนา

ภาพจากงานเสวนา

เพิ่งอัพโหลดไฟล์ภาพถ่ายขึ้นบนเว็บ เข้าไปดูได้ที่คลังภาพถ่าย

ให้ความเห็น

Filed under ทั่วไป

สรุปเสวนา “วิกฤติไทย วิกฤติโลก มองผ่านทัศนะควอนตัม”

โดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ วันที่ฟ้าครึ้มและอากาศร้อน ณ ห้อง LT 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หัวสมองและหัวใจที่ใฝ่รู้กว่าเจ็ดสิบดวง มาพบพะประสานเพื่อประจุความร้อนแรงทางความคิด และความรู้สึกร่วม ในการสัมมนาหัวบวกใจครั้งแรก หัวข้อว่า วิกฤตไทย วิกฤตโลก มองผ่านทัศนะควอนตัม

็เสวนา "วิกฤติไทย วิกฤติโลก มองผ่านทัศนะควอนตัม"

เมื่อเห็นหัวข้อแล้ว บางท่านที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาอาจถามว่า ควอนตัม (Quantum) คืออะไร ว่ากันตามตัวหนังสือแล้ว ควอนตัมนั้นมีที่มาเดียวกับคำว่าปริมาณ (Quantity) ดร. สิวินีย์ สวัสดิ์อารี นักวิทยาศาสตร์ผู้ชอบวิพากษ์สังคม อธิบายความว่า ควอนตัมก็เหมือนกับซื้อซาลาเปา เราไม่สามารถซื้อแบบครึ่งก้อนได้ ต้องซื้อทีละก้อน แต่ว่าก้อนจะเล็กหรือจะใหญ่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับกำลังเงินของเรา ลักษณะเช่นนี้ก็ปรากฏในโลกปรากฏการณ์ในระดับเล็กมากเช่นกัน ที่ปริมาณของมวลสารและพลังงานไม่ได้ต่อเนื่อง แต่ว่าจะออกมาเป็นก้อน ๆ อย่างกับซาลาเปานั้นแล

WhatIsQuantum

ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ นักฟิสิกส์หนุ่ม ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บวิชาการดอกคอม อธิบายภาพให้เห็นปรากฏการณ์ในระดับย่อยลงไปว่า ต่างจากสามัญสำนึกทั่วไป สรรพสิ่งในขนาดเล็กมานั้น จะแสดงสมบัติทั้งคลื่นและอนุภาค ที่ในโลกในระดับที่เราพบเห็นด้วยตาเปล่านั้น ไม่มีทางจะพ้องกันได้ กล่าวคือ ลองนึกภาพคลื่นสองวงสัมผัสปะทะกันนั้น ก็จะเกิดริ้วรอยทั้งของการที่ระลอกคลื่นเสริมกัน หรือว่าหักล้างกัน เช่นนี้เรียกว่าสมบัติของการแทรกสอด ในขณะที่อนุภาคไม่มีสมบัติเช่นนี้ ทว่ากับโลกขนาดเล็กมากแล้ว เราจะเห็นว่าแสงมีทั้งสมบัติของคลื่นและอนุภาค อิเล็กตรอนก็ด้วยเช่นกัน ที่เมื่อมีอยู่ไม่กี่ตัว ก็ยังแสดงสมบัติอนุภาค แต่ว่าหากอยู่รวมกันจำนวนมาก ก็จะเกิดรูปแบบของการแทรกสอดที่เป็นสมบัติของคลื่นได้

ในโลกของควอนตัม ยังมีสมบัติอีกประการที่แตกต่างไปจากทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษคือ การซ้อนทับของควอนตัม ที่สามารถอธิบายจากกรณีสมมุติได้ว่า หากเรามีลูกเต๋าวิเศษสองลูก ที่เมื่อทอดทีไร ออกมาเหมือนกันทุกครั้ง เรานำลูกหนึ่งวางไว้บนโลก อีกลูกวางไว้บนดาวอังคาร ตามแบบควอนตัม หากลูกแรกออกเลขสี่ เราก็ย่อมรู้ได้ทันทีว่าลูกที่สองก็ต้องออกเลขสี่เช่นกัน เรียกว่าผลออกมาเหมือนกันทันใด คือข้อมูลเดินทางได้ไวกว่าแสง ซึ่งขัดกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ผลการทดลองที่พบคือ ทัศนะควอนตัมถูกต้อง นับว่าเป็นการทดลองที่สำคัญยิ่งในช่วงยี่สิบปีหลังของวงการวิทยาศาสตร์

ปรากฏการณ์ที่ขัดกับความคาดหมายกะเก็งของเรานี่เอง ทำให้มีการตีความควอนตัมออกไปในรูปแบบต่าง ๆ นานา เรียกได้ว่า ในสมการคณิตศาสตร์ที่เดียวกันนั้น สร้างคำอธิบายที่แตกต่างกันไปได้หลายสำนัก ซึ่งก็ขึ้นกับภูมิหลังของวิธีคิดและปรัชญา ความเห็นแย้งที่ขึ้นชื่อคือระหว่างไอน์สไตน์และบอหร์ ที่ไอน์สไตน์เชื่อในการกำหนดได้ของธรรมชาติ ในขณะที่บอหร์เปิดรับความคิดเรื่องความน่าจะเป็นของธรรมชาติมากกว่า นี่ก็อาจเข้าใจได้ว่า ไอน์สไตน์มาจากสายของการคิดทฤษฎีในสมอง แต่ว่าบอหร์มาจากสายของการสร้างแบบจำลองที่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญในจุดนี้คือ ทัศนะควอนตัมเชื้อชวนให้เราเข้าใจข้อจำกัดของความคิดของมนุษย์ ว่ายังไม่สามารถเข้าใจธรรมชาติได้อย่างเบ็ดเสร็จ อย่างน้อยก็ไม่ต่างจากที่เราไม่สามารถเข้าใจสังคมอย่างกำหนดชี้ชัดจัดแจงลงไปเพื่อการควบคุมอย่างสมบูรณ์ได้นั่นเอง

CrisisChallenge
เมื่อได้กล่าวถึงควอนตัมพอควรแล้ว จะได้กล่าวถึงคำว่าวิกฤตเสียบ้าง ดร. ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตนักปรัชญาผู้สละเส้นทางวิชาการมาสู่การเดินเท้าเชียงใหม่ไปสมุย เพื่อเป็นการเดินทางภายใน ให้ข้อคิดว่า วิกฤตคือนั้นไม่ได้เป็นสภาวะที่อยู่นอกตัวเราอย่างจริงแท้ แต่ขึ้นกับมุมมองของเรา โดยเปรียบกับประสบการณ์ตนเองว่า ในวัยเด็ก มองจากสายตาระดับพื้นดิน เกาะสมุยก็ปรากฏในรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อต้องนั่งเครื่องบินมาเกาะสมุย มุมมองจากเบื้องสูงก็ให้ภาพเกาะเล็กเกาะน้อยเหมือนจุดเล็ก ๆ ในท้องสมุทรใหญ่ วิกฤตที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องของความรับรู้และการปรุงแต่งจากตัวเรา

Solution

ดร.สิวินีย์ เห็นวิกฤตในมุมมองที่เสริมกัน โดยพิจารณาว่า วิกฤตคือช่วงเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนผ่านจากจุดเสถียรหนึ่ง ไปสู่อีกจุดเสถียรหนึ่ง รอยต่อนี้เองเรียกว่าวิกฤต ที่จะปรากฏความแปลกประหลาดมากกว่าสถานะทั่วไป จนไม่สามารถศึกษาอย่างตรงไปตรงมาได้ ความสำคัญของวิกฤตในนัยยะนี้อยู่ที่การเปลี่ยน มองย้อนมายังสังคม วิกฤตต่าง ๆ ที่เราเผชิญอยู่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราก็อาจจะไม่ได้ตระหนักอย่างพร้อมทั่วทุกตัวตนว่าจะต้องเปลี่ยนอย่างแท้จริง ซ้ำร้าย วิกฤตแท้จริงอาจเป็นว่าเราไม่ได้มองเห็นหนทางการเปลี่ยนแปลงอื่นใดนอกจากทางที่เรายึดมั่นถือมั่นแต่เพียงอย่างเดียว ในโลกของควอนตัมการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งยังมีเส้นทางให้เลือกมากมาย และการเปลี่ยนผ่านจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่งได้นั้น (การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ) ต้องอาศัยระดับของอิสระ (degree of freedom) อย่างไม่รู้สิ้น เช่นนี้ ทางเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตของสังคมไทยและโลก คงไม่ได้มีแค่ทางเลือกเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราทั้งหมด จะใจกว้างพอยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ประเด็นนี้เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ต้องเข้ามาประสานกับความรู้

ดร.ประมวล เน้นย้ำเพิ่มว่า วิกฤตคือการสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวมนุษย์ที่มีต่อกันว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น บางทีสมัยนี้เราอาจใส่ใจกับวิกฤตของความรู้สึกน้อยเกินไป แค่รอยยิ้มของคู่รักที่หายไปก็เป็นภาวะวิกฤตแล้ว จากประสบการณ์การเดินของอาจารย์ บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ที่มนุษย์เกื้อกูลต่อกัน นำพาเราไปให้เดินทางไปได้ทุกที่ คำพูดของอาจารย์เช่นนี้ ก็เหมือนถามคำถามเชิงปฏิบัติว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์หากมีต่อกัน จะสานการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างไร

SpeechKittisak

ต่อเรื่องนี้ ดร. กิตติศักดิ์ ปรกติ ปาฐกถาปิดท้ายแสดงให้เห็นว่า สังคมเราห่างเหินจากการคิดอย่างให้คุณค่ากับสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์เช่น วัฒนธรรมไปเสียนาน ด้วยการสมาทานแนวคิดวิทยาศาสตร์เชิงกลไก และเชิงปริมาณ ที่มักจะถูกนำมาอ้างเป็นเหตุผลของการจัดการทางสังคม อย่างควบคุม พิจารณาแต่ในแง่ของเหตุและผลที่ตายตัว และละเลยความสามารถมนุษย์ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในทิศทางที่ประสงค์ ทั้งยังเพิ่มอันตรายด้วยการเน้นความคิดแบบเน้นการชั่งวัด แต่ไม่ใส่ใจการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ประชาธิปไตยที่เป็นอยู่จึงเป็นได้แค่กระบวนการแบบพวกมากลากไป แต่ไม่อาจบรรลุการเปลี่ยนแปลงออกจากภาวะวิกฤต แนวคิดกลไกเช่นนี้ครอบงำสังคมวิทยาและเศรษฐศาสตร์ระยะหนึ่งมาก และต่อมาก็ไปครอบงำวิชาประวัติศาสตร์และนิติศาสตร์ด้วย อันวิธีคิดที่สร้างความรุนแรงเช่นนี้เอง เกื้อหนุนให้ระบบควบคุมโลกอย่างเบ็ดเสร็จ เช่น บริโภคนิยม ที่กำกับทั้งชีวิตเรา ไปจนถึงโลกาภิวัตน์ ดำเนินไปในรูปแบบที่ไม่เอื้อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมแก่คนโดยรวมได้ แต่เราทั้งหมดต้องเปลี่ยนแปลง

ในทัศนะควอนตัม การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยตระหนักรู้ข้อจำกัดของการเข้าใจโลกสังคมและธรรมชาติ สร้างหัวจิตหัวใจที่เป็นอิสระและเปิดกว้าง คิดอย่างสร้างสรรค์ไปสู่คุณภาพ และสานปฏิสัมพันธ์โยงใยอย่างไม่รู้สุดสิ้น เริ่มต้นที่ตัวเราเอง เกื้อกูลตัวเราก่อน แล้วแผ่ออกไปสู่เพื่อนร่วมวิกฤตบนฐานความรู้และความรู้สึกร่วมกัน

เอกสารเพิ่มเิติม

  1. เอกสารประกอบเสวนา“วิกฤติไทย วิกฤติโลก มองผ่านทัศนะควอนตัม”
  2. สไลด์ประกอบเสวนา“วิกฤติไทย วิกฤติโลก มองผ่านทัศนะควอนตัม”
  3. ควอนตัม ๑๐๑ – ควอนตัมนั้นสำคัญไฉน? โดย ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
  4. ทางออกจากวิกฤติ – ฤาพระเจ้าจะโยนลูกเต๋า โดย ดร. สิวินีย์ สวัสดิ์อารี

ให้ความเห็น

Filed under บทความ, เสวนาครั้งที่ ๑

สถานีอวกาศ

ประวัติศาสตร์ของจักรวาล

และประวัติศาสตร์ความเข้าใจเรื่องจักรวาล

เกิดขึ้นจากเสียงรบกวน

ที่ขี่บนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าวูบวาบ

และเรือของเราเคลื่อนที่ท่ามกลางทะเลเวิ้งว้าง

ดวงดาวทั้งพราวพรายและหรุบหรู่

ดูราวแมงกะกรุนลอยตุ๊บป่องในท้องสมุทรมืดดำ

ถ้าเวลาผ่านไปเร็ว ก็ราวจุลินทรีย์ตาย

ถ้าช้าก็ราวปะการังมีชีวิต

โลมาส่งเสียงร้องไม่รู้เป็นภาษาหรือไม่

แต่หน้ากระดาษเราต้องขึงวางลง

เพื่อรับรู้อนุภาคความคิดที่เกิดดับไป

ว่าภาษามีไว้เพื่อสมอง

หรือมีไว้เพื่อปากกันแน่

แต่ที่แน่ๆ มีไว้เพื่อสร้างเสียงรบกวน

ที่จะสร้างจักรวาลอีกร้อยพัน

เวลานี้ รถไฟฟ้าจอดเทียบสถานีปลายทาง

และระบบเสียงโฆษณาดับลง

การค้นพบใหม่

ความเงียบ

สร้างจักรวาลมากมายนับล้านล้านดวง

ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย

เขียนก่อนงานเสวนาครั้งที่ ๑

เพื่ออ่านในงานเสวนาครั้งนั้น

ให้ความเห็น

Filed under บทกวี, เสวนาครั้งที่ ๑

ข้างหลังวิทยากร – ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่

ไปร้านชาของตี่ (จงรักษ์ กิตติวรการ) ที่พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก เจริญกรุง ๔๓ คราวแรกเมื่อเดือนก่อน นึกขึ้นได้ว่าอ.ประมวล เพ็งจันทร์ลงมากรุงเทพฯ และน่าจะพักแถวหัวลำโพง ดูไม่ไกลจากร้านชานัก ก็เลยลองโทรฯ ไปหาเพื่อเชิญอาจารย์ ปรากฎว่าท่านเสียงแหบอย่างน่าสงสาร ทราบภายหลังว่า กระทั่งงานเสวนา และการบันทึกเทปโทรทัศน์หลังจากนั้นก็เป็นไปอย่างลำบาก

เมื่อโทรฯ ไปที่บ้านที่เชียงใหม่ อาจารย์สมปองฯ ก็แจ้งว่า คราวนี้คอเจ็บเรื้อรัง หลังจากวางหูก็นั่งคิดอยู่วันสองวันว่า หากลงมากรุงเทพฯ เพื่อเป็นวิทยากรงานเสวนา วันก่อนหน้านั้นอาจารย์อาจจะรับนิมนต์ไปที่อื่น อย่ากระนั้นเลย หากอาจารย์จะเสียงแหบก่อนเสวนา ควรมาเสียงแหบที่ร้านชาจะดีกว่า (ฮ่า) ก็เลยเป็นเหตุให้เชิญอาจารย์มาชิมชาที่ร้านชา บอกพี่น้องเพื่อนฝูงแบบเร็ว-เร็ว ไม่อยากให้วงใหญ่ วงคุยเล็ก-เล็กน่ารักสักสิบกว่าคนก็เลยทำให้ร้านชาวันเสาร์มีชีวิตชีวามาก

ตี่เป็นเจ้าบ้านอย่างดีเยี่ยม ชงชาชั้นดีส่งต่อให้วงคุยอย่างต่อเนื่อง ไม่มีจอกชาไหนว่างน้ำชาตลอดการสนทนา คำถามแต่ละคำถามถูกส่งต่อไปยังอาจารย์อย่างต่อเนื่อง

หนนี้อาจารย์สมปองเดินทางมาด้วย ทราบว่าท่านเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดแล้วเช่นกัน จึงได้เดินทางมาพร้อมอาจารย์ประมวลด้วย น้องเจน เสมสิกขาลัยฯ จึงป้อนคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยใจมานาน ว่าในฐานะภรรยาเมื่อสามีมาขอเดินทางสู่อิสรภาพในลักษณาการแบบแสวงบุญไปสู่ความตาย นั่นคือ ไม่พกเงิน ไม่มีมือถือ ไม่ขอใคร อาจารย์รู้สึกอย่างไร และวางใจอย่างไร

อาจารย์สมปองตอบอย่างยาวว่าแรกที่ได้ยินก็รู้สึกช็อก ครั้งที่อาจารย์ประมวลขอลาออกจากราชการ ท่านก็ไปตรวจสอบระเบียบราชการแล้วพบว่าอาจารย์ประมวลก็ได้รับบำนาญราวเจ็ดพันบาทเพียงพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ มีสวัสดิการในการรักษาพยาบาล คนสมถะแบบอาจารย์ประมวลน่าจะอยู่ได้ ท่านจึงอนุญาตให้ลาออก

ครั้นเมื่ออาจารย์ประมวลมาขออนุญาตออกเดินทาง ท่านก็ตกใจ แต่พอทบทวนถึงความต้องการเบื้องลึกที่สุดของอาจารย์ประมวลในฐานะผู้กระหายความรู้ตั้งแต่วัยเด็ก เป็นผู้สามารถอดกลั้นเก็บข่มความปรารถนาของตนเองเพื่อถนอมความรู้สึกของผู้อื่นเสมอมา ตลอดจนพฤติปฏิบัติของอาจารย์ในฐานะสามี ที่แม้จะปราศจากคำมั่นสัญญาใด-ใด ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง การพาไปเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ แต่ท่านก็รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดที่สามารถทำตามใจตนเองได้มากโดยผู้ชายคนหนึ่งมอบโอกาสนั้นให้ตลอดมา ขณะเดียวกัน ความเป็นมนุษย์น่ารักแบบอาจารย์ประมวล เป็นครูบาอาจารย์ทั้งฆราวาสและนักบวชมาหลายปี น่าจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ร้ายต่าง-ต่างได้

ที่น่าขำก็คือ อาจารย์สมปองเปรียบเทียบว่า ผู้หญิงที่มัดระเบิดติดตัวแล้วไปมอบดอกไม้ให้ราจีฟ คานธี นั้นเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจมั่นคง ทำไมคนที่เดินไปหาความตายจึงปราศจากความหวั่นไหว และทำไมอาจารย์ประมวลเพียงแต่ต้องการเดินไปบนเส้นทางแห่งการแสวงหา ไม่ได้แสวงหาความตาย เราจึงจะหวั่นไหวไปด้วย?

อาจารย์สมปองใช้เวลาคิดใคร่ครวญอยู่ราวสองชั่วโมงก็เอ่ยปากอนุญาต – ถ้าไม่ใช่ต้นทุนจากความรัก ความรู้จัก ความเชื่อมั่น และไว้วางใจในสามีตนเองแล้ว การตัดสินใจนี้คงไม่ง่ายนัก

การสนทนาเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลา ๕๒ นั้นถือว่ายาวนานและมีความเข้มข้นอิ่มเอมใจ ท่ามกลางหมู่แมกไม้กลางเมืองหลวง ในเรือนไม้ของชนชั้นกลางสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ใหม่หมาด เมล็ดพันธุ์บางอย่างกำลังงอกงามอย่างช้า-ช้าและนุ่มนวล

ให้ความเห็น

Filed under บทความ