ปาฐกถาปิดชุดเสวนาหัว + ใจ ไปด้วยกันครั้งที่ ๑

กิตติศักดิ์ ปรกติ
ท่านอุปนายกสมาคมนิติศาสตร์ ท่านผู้มีเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักวิชาการสาขาอื่นๆ นอกเหนือจากสาขาวิชานิติศาสตร์ ที่อุตส่าห์ติดตาม “ควอนตัม” มาที่คณะนิติศาสตร์ จนกระทั่งทำให้บรรดานักนิติศาสตร์ และนักอื่นๆ ได้มีโอกาสมาทำการปฏิสันถาร
หลังจากที่ได้ยินท่านผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านพูดถึง แอนตี้-แม็ตเทอร์ ดาร์กแม็ทเทอร์ อะไรต่ออะไรแล้ว ทำให้คิดถึงสมัยที่ยังเรียนชั้นมัธยม ผมเป็นพวกที่ได้เรียนสาขาวิทยาศาตร์หลักสูตรใหม่ และเป็นพวกแรกๆ ในเวลานั้น ที่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องควอนตัม เรื่องทฤษฎีทวิภาคของสสาร ทวิภาคของพลังงาน ซึ่งไม่รู้เรื่องเลย (ผู้ฟังหัวเราะ) แต่ด้วยความไม่รู้เรื่องเป็นข้อดี เลยทำให้ไม่ยึดติด (ผู้ฟังหัวเราะ) และพึ่งมารู้จากท่านวิทยากรทั้งหลายว่า “ความไม่ยึดติด” นั้น ความจริงเป็นสาระสำคัญของทฤษฎีควอนตัม (ผู้ฟังปรบมือ)
สิ่งที่ได้รับมอบหมายให้มาพูดกับท่านทั้งหลายในระยะเวลาอันสั้นนี้คือเรื่อง ทัศนะของวิทยาศาสตร์ในสังคมศาสตร์ ซึ่งมีเรื่องราวต่างๆ ที่เราสามารถพูดได้มากมาย ผมตั้งใจจะมาพูดในด้านที่เป็นลบ หรือในด้านที่เราน่าจะสังเกตว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตราย ถ้าเรามองในแง่ของนักวิทยาศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ หรือถ้าจะว่าอีกอย่างหนึ่ง การเรียกวิชาการสาขาที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติว่าเป็นสังคมศาสตร์ก็เป็นการใช้คำที่ผิด เพราะที่จริงแล้วนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา มีการโต้เถียงที่สำคัญมากว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าแก่โลกอย่างมหาศาลนั้น จะพึงนำมาใช้ในสาขาวิชาอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่วิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแค่ไหนเพียงใด? และผู้ที่ตกเป็นจำเลยมากที่สุดคือ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ และสาขาวิชานิติศาสตร์ ว่าทั้งสองสาขานี้ไม่มีทางเป็นวิชาการได้ เพราะเหตุที่ไม่มีทางจะสามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาทำความเข้าใจได้
สาขาวิชาอื่นที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นดาราของวิชาการทางสังคมที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ วิชาสังคมวิทยา และวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นการศึกษาทำความเข้าใจ โดยอาศัยหลักการวิทยาศาสตร์ที่ว่า การจะทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งหลายในโลกนี้ได้นั้น เริ่มต้นจากการกำหนดแน่ว่าข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นอยู่อย่างไร? แล้วก็ทำการตั้งข้อสมมติฐาน วางหลักเกณฑ์ โดยอาศัยผลจากการสังเกต ตั้งข้อสมมติฐาน ค้นคว้า ทดลอง พิสูจน์ และนำเอาผลจากการพิสูจน์นั้น มาตั้งขึ้นเป็นกฎเกณฑ์และเราก็ได้กฎเกณฑ์ทางสังคมวิทยา รวมทั้งกฎเกณฑ์ในทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อใช้ทำนายผลที่จะเกิดขึ้นในทางสังคม
และในเวลาต่อมา ทัศนะนี้ก็ได้กลายมาเป็นต้นตอของวิชาการสาขาหนึ่งที่รู้จักในรูปของพฤติกรรมศาสตร์ แล้วรวมไปจนกระทั่งถึงวิชาที่กระทบไปถึงจิตวิทยา และกระทบต่อไปถึงสาขาวิชาอื่นๆ อีกมากมาย รวมแม้กระทั่งวิชาซึ่งแต่ดั้งเดิมมาแทบจะคิดไม่ออกเลย คือ วิชาภาษาศาสตร์ ในแง่ของการทำความเข้าใจ ศึกษา วิธีการใช้ลิ้น และฐานเสียง ของมนุษย์ชนชาติต่างๆ ว่าออกเสียงแตกต่างอย่างไร และทำไมคนไทยจึงไม่มีทางจะพูดภาษาอังกฤษได้ชัดถ้าหากยังติดยึดอยู่กับการออกเสียงแบบไทยๆ จนกระทั่งมีการคิดว่าจะต้องปรับวิธีการทำความเข้าใจฐานเสียง อย่างเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาก จนกระทั่งวิชาอักษรศาสตร์ก็อิจฉาเป็นอันมาก ใครใครก็หันมาเรียนภาษาศาสตร์ ในแง่ของการสังเกต ค้นคว้า ตั้งข้อสมมติฐาน ค้นคว้า ทดลอง สรุปผล วางกฎเกณฑ์ และดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ก็ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่อาจทำนายผลได้
เวลาที่เราได้ยินข้อความว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตย เราจะได้ยินว่า “ประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก” และถ้าคิดแบบวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบควอนตัม แต่เป็นวิทยาศาสตร์แบบ “นิวตัน” เน้นปริมาณ ความแน่นอน เอากฎเกณฑ์ ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ที่เกิดจากการสังเกตอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วนำมาสรุปผลก็จะได้ข้อสรุปความคิดง่ายๆ ว่า เมื่อประชาธิปไตยเป็นระบบที่ยอมรับว่าอำนาจอยู่ในมือของเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าหากเสียงข้างมากว่าอย่างไร เสียงข้างมากเป็นผู้กำหนดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ความดีความถูกต้องจึงไปผูกกับเสียงข้างมาก และด้วยเหตุนี้ใครที่จะผลักดันความเชื่อว่าด้วยความดี ความถูกต้อง ก็ต้องหาทางชักจูงเสียงข้างมากให้มาเข้าสู่ทิศทางที่ตนเองเห็นว่าถูกต้อง ความคิดนี้ไปเชื่อมโยงกับวิชาพฤติกรรมศาสตร์ เชื่อมโยงกับวิชาสังคมวิทยา
ถ้าหากเราย้อนไปในศตวรรษที่ 19 จะพบนักวิชาการหรือปรมาจารย์คนสำคัญคือ ออกุสต์ กองต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตอหรือบิดาของสังคมวิทยา และได้โฆษณาความคิดที่ว่า วิชาการทางวิทยาศาสตร์ได้นำมาสู่ความสำเร็จในการดัดแปลงโลกมากมายเพียงใดก็ตามควรจะต้องนำมาใช้กับการศึกษาในทางสังคมด้วย และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ออกุสต์ กองต์ รวมทั้งสานุศิษย์ และบรรดาผู้ที่ไม่ได้เป็นสานุศิษย์ของ ออกุสต์ กองต์ แต่ได้รับอิทธิพลของแนวความคิดแบบ ออกุสต์ กองต์ ก็เชื่อว่า การค้นหาความจริงในทางสังคมศาสตร์หรือทางสังคมนั้น สามารถค้นคว้าหาได้จากการสังเกต รวบรวมข้อเท็จจริง แล้วทำการค้นคว้าทดลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ประจำๆ แล้วสรุปเป็นกฎเกณฑ์เพื่อทำนายผลในอนาคตได้ แนวความคิดนี้ในสมัยต่อมาเราเรียกว่าเป็นแนวคิดเชิงความเป็นไปได้ หรือเป็นวิธีการแบบ “ลัทธิกลไก” นั่นก็คือ มองวิทยาศาสตร์ในมุมมองของปฏิสัมพันธ์แบบกลไก
ความคิดนี้ส่งผลกระทบถึงเศรษฐศาสตร์ ถ้าสังเกต จะเห็นว่าเศรษฐศาสตร์ที่เติบโตมาถึงศตวรรษที่ 20 เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว นั่นคือ ความเชื่อว่า ความสำเร็จในทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นถ้าหากว่าจะทำให้บ้านเมืองเข้มแข็งก็จะต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวใหญ่โตด้วย ดังที่เห็นได้จากรัฐบาลหลายชุดรวมถึงชุดนี้ด้วย เวลาเขาจะดำเนินโครงการเมืองไทยเข้มแข็ง เขาเห็นว่าการจ้างงาน มีเงิน มีการขยายตัวในการทำมาหารายได้ แล้วจะทำให้บ้านเมืองเข้มแข็ง นี่เป็นอิทธิพลทางวิทยาศาสตร์แบบกลไก ผมไม่อาจหาญที่จะกล่าวว่าเป็นระเบียบวิธีแบบนิวตัน แต่ว่ามันเป็นแนวความคิดที่ ออกุสต์ กองต์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวความคิดแบบนิวตันนั่นเอง
ความคิดนี้นำไปสู่การประนามสาขาวิชาบางสาขา เช่น ประวัติศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็นำไปสู่วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แนวใหม่ว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ต้องเลิกศึกษาประวัติของบุคคลสำคัญ ต้องเลิกการศึกษาบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ มีวิธีคิด มีลักษณะสมบัติ มีบารมี ที่กำหนดทิศทางของสังคม ต้องหันมาสนใจประวัติศาสตร์ของมวลชน นั่นคือยุคของการเปิดการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย เลิกศึกษาประวัติศาสตร์ของบุคคลสำคัญ หันมาศึกษาประวัติศาสตร์ของมวลชน และการศึกษาประวัติศาสตร์ของมวลชนต้องศึกษาพลังทางสังคม ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางสังคมในแง่ของทฤษฎีความเป็นไปได้
และในแง่นี้ไปเชื่อมโยงกับความคิดแบบนักคณิตศาสตร์ ซึ่งต้องกลับไปหาฝรั่งเศสอีก นอกเหนือจากออกุสต์ กองต์ ยังมีนักคณิตศาสตร์จำนวนมากที่บอกว่าปรากฏการณ์ทั้งหลายในโลกนั้นสามารถที่จะลดรูปออกมา แล้วอธิบายด้วยกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ได้เสมอ ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ก็สามารถทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ วาดสูตรขึ้นมาได้ คนที่เป็นผลผลิตของยุคนั้น คนที่สำคัญคนหนึ่ง คือ คาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจและนำไปสู่ความคิดที่ว่าประวัติศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ คือประวัติศาสตร์สังคมที่เชื่อว่า สังคมบุรพกาลย่อมพัฒนาจากสังคมที่เรียกว่า คอมมิวนิสต์ บุรพกาลไปสู่สังคมทาส จากสังคมทาสก็จะก้าวไปสู่สังคมศักดินา และจากสังคมศักดินา และด้วยเหตุแห่งการปะทะสังสรรค์กันของพลังต่างๆ ในสังคมจะนำไปสู่สังคมทุนนิยม และจากสังคมทุนนิยมในยุคเริ่มแรกกษัตริย์จะเป็นใหญ่ และหลังจากนั้นทุนนิยมจะทำลายกษัตริย์ และก้าวไปสู่สังคมนิยม ซึ่งในที่สุดก็ก้าวไปสู่ยุคคอมมิวนิสต์หรือยุคสังคมศรีอาริยเมตตรัย
ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่เป็นผลมาจากการนำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มามองสังคม ทำให้วิชาประวัติศาสตร์นั้นเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างมหาศาล ไม่ได้มีเฉพาะวิธีการที่เกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์โดยมุมมองของคาร์ล มาร์กซ์เท่านั้น ยังมีมุมมองแบบดาร์วินนิสซึม ซึ่งเป็นผลจากการสังเกตวิวัฒนาการของสัตว์และพืช รวมทั้งการปรับตัวเข้าสู่โลกธรรมชาติ นำมาสู่แนวคิดซึ่งมองประวัติศาสตร์ในแง่ของวิวัฒนาการ หรือกลายเป็นประวัติศาสตร์วิวัฒนาการ ซึ่งเชื่อในแนวความคิดว่า ใครเข้มแข็งกว่า ใครแข็งแรงมากกว่า คนนั้นมีสิทธิอยู่รอดดีกว่า และส่วนหนึ่งก็กลายเป็นอุดมคติแนวความคิดที่ยกย่องชนเผ่าอารยันของเยอรมัน และเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิดที่ฮิตเลอร์ได้นำมาเป็นข้อยืนยันว่า เมื่อชนชาติเผ่าอารยันของตนนั้นมีความเข้มแข็ง มีความสามารถดีกว่าชนชาติอื่นจึงควรจะครองโลก ความคิดแบบนี้ก็ได้รับอิทธิพลสืบเนื่องต่อไปถึงญี่ปุ่น ทำให้เราได้เข้าไปสู่ยุคบูรพาอันสันติ หรือยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ทำให้ญี่ปุ่นเชื่อว่าในเอเชียนั้นมีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้นที่สามารถปรับตัว มีความสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด จีนนั้นเป็นประเทศที่ปรับตัวไม่เป็น ดังนั้น จึงเหมาะสมที่จะเป็นทาสญี่ปุ่น และญี่ปุ่นก็คิดออกได้อย่างเดียวว่าในภูมิภาคเอเชียนี้มีผู้ที่จะเป็นเพื่อนของญี่ปุ่น และเป็นเพื่อนผู้น้อง คือ ประเทศไทย เท่านั้น เพราะประเทศไทยเป็นนักปรับตัวคนสำคัญ และการปรับตัวที่สำคัญมากเลย คือ เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามเราก็ปรับตัวไปอยู่อีกฝ่ายหนึ่งได้เหมือนกัน (ผู้ฟังหัวเราะ)
ทัศนะแบบนี้เป็นทัศนะที่ปรากฏขึ้นในการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้เป็นทัศนะที่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน คนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบที่เข้าใจกันนั้นไม่สามารถจะนำมาปรับใช้กับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม” เหตุผลที่สำคัญมากและยังเป็นจุดยึดโยงสำคัญที่สุด และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทฤษฎีควอนตัม นั่นคือ การเสนอข้อคิดของ ลีโอโปลด์ รังเค่อ นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน และวิลเฮล์ม วุนด์ท ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน เสนอว่า ปรากฏการณ์ในโลกนั้นแบ่งเป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้นอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกธรรมชาติ ที่สามารถจะศึกษาค้นคว้าทำความเข้าใจได้ โดยไม่จำเป็นต้องเอาความต้องการ ความคิด จิตใจ ความมุ่งหมายของมนุษย์ ไปปรุงแต่งเลย สังเกตความเป็นไปทางธรรมชาติ แล้วทำการค้นคว้าทดลองหากฎเกณฑ์ที่อยู่ในโลกธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ไม่อาจจะไปปรุงแต่งได้และเข้าใจความเป็นไปของโลกธรรมชาติ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว ทฤษฎีบิกแบง รวมถึงการขยายตัวของจักรวาล เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความต้องการ นอกเหนือการปรุงแต่ง นอกเหนือความมุ่งหมายใดใดของมนุษยชาติ
แต่มีปรากฏการณ์อีกจำพวกหนึ่ง เป็นปรากฏการณ์ที่จะทำความเข้าใจได้ต่อเมื่อไปทำความเข้าใจถึงความมุ่งหมายของการที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหล่านั้น แล้วไปปรุงแต่งสิ่งเหล่านั้นด้วยความต้องการ ด้วยความมุ่งหมายบางอย่าง ความมุ่งหมายบางอย่างนั้น ตัวอย่างที่ ฟรีดดริค ออกุสต์ ฟอน ฮาเย็ค ซึ่งเป็นนักกฎหมาย เผอิญไปเอาดีทางเศรษฐศาสตร์จึงได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อมนุษย์ไปเห็นก้อนหินก้อนหนึ่งไปพบก้อนหินตกอยู่ใกล้ปากถ้ำจะเข้าใจได้ว่าเป็นสะเก็ดหินที่เกิดจากการระเบิดของหินภูเขาไฟหรือมันคือขวานหินโบราณ? ไม่สามารถจะอาศัยการสังเกตธรรมดาไปทำความเข้าใจได้ ต้องอาศัยความเข้าใจที่ประกอบกับความมุ่งหมายของมนุษย์และศึกษาดูว่าปรากฏการณ์นั้น เป็นปรากฏการณ์ที่มนุษย์ไปปรุงแต่งหรือไม่ได้ปรุงแต่ง ถ้ามนุษย์ไม่ได้ปรุงแต่งก็เป็นเรื่องโลกธรรมชาติ ถ้ามนุษย์ปรุงแต่งก็เป็นเรื่องของวิชาโบราณคดี มานุษยวิทยา เป็นเรื่องของการศึกษาทำความเข้าใจ ปรากฏการณ์โดยเทียบเคียงกับจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ ความมุ่งหมายของบรรดาผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหล่านั้น และโดยเหตุนี้โฉมหน้าของวิชาประวัติศาสตร์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือ นักประวัติศาสตร์ในสายสาขาใหม่นี้บอกว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ปราศจากการนำเอาจิตใจของมนุษย์เข้าไปปรุงแต่ง ความเข้าใจของการศึกษาในทางวิชาประวัติศาสตร์ต้องเข้าใจความมุ่งหมายที่เกิดจากจิตใจมนุษย์เข้าไปปรุงแต่งปรากฏการณ์เหล่านั้น ไม่สามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบโง่-โง่ หรือใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบตรงไปตรงมาอย่างที่ออกุสต์ กองต์ได้อธิบาย
ความจริงแล้ว มาถึงจุดนี้ต้องอธิบายต่อไปว่า เหตุที่เกิดขึ้นแบบนี้เป็นเพราะการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นับแต่ยุคกาลิเลโอมาจนกระทั่งถึงยุคของนิวตันนั้น เหตุผลสำคัญก็คือการที่เขาต้องต่อสู้กับปรากฏการณ์ของความเชื่อมาแต่โบราณว่า หนึ่ง ความจริงนั้นเราจะศึกษาได้จากความคิดเห็นของปราชญ์แต่ดั้งเดิม ไม่ได้ศึกษาโลกธรรมชาตินะครับ คนในยุคกลาง คนในยุคใหม่ รวมแม้กระทั่งการทำความเข้าใจในความจริงในยุคแรกๆ ของวิทยาศาสตร์เชื่อว่าต้องศึกษาจากคำอธิบายหรือความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นฝรั่ง ไม่ได้ศึกษาโดยมองความจริงอย่างเป็นกลาง หรือมองความจริงแบบตรรกศาสตร์ตามที่มันเป็นอยู่จริง
ประการที่สอง วิทยาศาสตร์นั้นเกิดขึ้น เติบโตขึ้นภายใต้การต่อสู้กับแนวความคิดแบบสมัยโบราณว่าความจริงเป็น transcendental reality เป็นความจริงที่แฝงด้วยความคิดที่อยู่เบื้องหลังมันอีก ซึ่งอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ท่านได้อธิบายถึง อภิปรัชญา นั่นคือ ความจริงที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์และกฎเกณฑ์ทั้งหลายอีกทีหนึ่ง และความจริงนี้เป็นอุปสรรคใหญ่มากสำหรับนักวิทยาศาสตร์เพราะว่าความจริงทุกทุกความจริง หรือความเป็นจริง หรืออภิปรัชญา ยังมีความมุ่งหมายอีกต่างหาก เพราะพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลกก็ต้องมีความมุ่งหมาย แนวคิดการเกิดของโลกและจักรวาลเริ่มจากเคออส โลกอส ตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน ก็ต้องมีความมุ่งหมาย และนำไปสู่คำถามต่อไปว่าบิ๊กแบงมีความมุ่งหมายอย่างไรอีก
ในสมัยกลางเชื่อว่าเบื้องหลังความจริงนั้นมีความมุ่งหมายของโลกและเอกภพซึ่งเป็นสถานะที่ไม่แตกต่างจากจิตใจมนุษย์ ตรงนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว เพราะเหตุว่านักปราชญ์กรีกนั้นสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว และเห็นว่า โอ้ สิ่งนี้ ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์เสียยิ่งกระไร เมื่อเห็นซากปรักหักพังย่อมรู้ได้ว่ามนุษย์สร้างไว้ มนุษย์ออกแบบไว้ ในเมื่อโลกและจักรวาลต่างก็เดินทางไปอย่างมีระเบียบ พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก อย่างมีระเบียบ แสง เงา ปรากฏการณ์ในโลกทางธรรมชาตินี้ก็เป็นไปอย่างมีระเบียบ จึงเห็นว่าน่าจะมีผู้ใดออกแบบไว้ ดังนั้น จักรวาลในเอกภพกับจิตใจมนุษย์จึงมีคุณภาพเหมือนกัน เพราะมีความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจ และการทำความเข้าใจโดยมุ่งไปสู่ความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งนี้แหละคือสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทำการต่อสู้ ทำการล้มล้าง ทำการเลิกล้ม ให้สิ้นสุดลง ว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้กำหนด ไม่มีหรอกแนวคิด หรือแบบ หรือสติปัญญาที่กำหนดโลกหรือจักรวาล หรือถ้ามีก็ไม่ต้องไปสนใจ เราสนใจเฉพาะปรากฏการณ์ที่มันปรากฏ แล้วตีความหาหลักเกณฑ์ให้ได้
จากจุดนี้ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ถึงจุดแยกกันของวิชาการของสมัยโบราณและวิชาการของสมัยใหม่ จุดตั้งต้นของวิทยาศาสตร์ เมื่อต้องการล้มล้างสิ่งเหล่านี้ การศึกษาถึงความมุ่งหมายของสิ่งต่างๆ จึงจะต้องทำให้มันกลายเป็นของ กลายเป็นของไม่น่าเชื่อถือ กลายเป็นของไม่น่านับถือ ในศตวรรษที่ 19 ในบางสาขาวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชานิติศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่ถูกเหยียบ ถูกกระทืบ ทำให้เกิดความไร้ความหมาย โดยการบอกว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฐ มันคือคำสั่งของผู้มีอำนาจ มันเป็นเจตจำนงของผู้ครอบครองปกครองบ้านเมืองอยู่ มันคือเจตจำนงของผู้มีบารมีจะอยู่ในหรือนอกรัฐธรรมนูญก็ตาม ที่บังคับให้สังคมทั้งสังคมต้องอยู่ใต้บาทามัน เพราะฉะนั้นมันไม่มีหรอกกฎเกณฑ์ที่เป็นตัวของตัวเอง มันเป็นกฎเกณฑ์ซึ่งถ้าสังเกตแล้ว มันเป็นกฎเกณฑ์ของเหตุและผล มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ถ้าสังเกตเชิงปริมาณแล้วจะพบว่าสังคมต่างๆ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ ดังนั้น กฎหมายไม่ใช่สิ่งอะไร นอกจากผลของอำนาจ เจตจำนงของผู้มีอำนาจ
คาร์ล มาร์กซ์ สรุปอย่างนี้ เลนินสรุปอย่างนี้ ภายใต้การศึกษามองความจริง มองกฎหมายแบบเหตุและผล มองในแง่ของวิทยาศาสตร์เชิงกลไก วิชานิติศาสตร์จึงจมอยู่ใต้บาทาของวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์แบบกลไก ต้องรอจนกระทั่งทฤษฎีควอนตัมเกิดขึ้น (ผู้ฟังหัวเราะ) ซึ่งก็แปลกนะครับ
พร้อมๆ กับทฤษฎีสัมพัทธภาพ นำไปสู่การคิดใหม่ในวงวิชาการ ที่ว่ากฎหมายไม่ใช่อำนาจ กฎหมายเป็นสิ่งที่มีความถูกผิดในตัวของมันเอง ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ไม่ใช่สิ่งแน่นอนตายตัวโดยไม่เปลี่ยนแปลง ความคิดนี้ นักวิทยาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชากฎหมายในยุคหลังตลอดการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในยุคหลัง คือการยื้อแย่งกันระหว่างกฎเกณฑ์ที่มันตายตัวกับกฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่น และกฎเกณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นนี้คือเครื่องมือในการแสวงหาความเป็นธรรมในสังคมตลอดเวลา วิธีการของนักนิติศาสตร์ก็คือการที่จะสร้างความเป็นธรรมโดยการชั่ง กรอง น้ำหนัก ประโยชน์ได้เสียของคู่กรณีและผู้ที่เกี่ยวข้อง มองหาจุดที่เกิดดุลยภาพ ซึ่งเป็นดุลยภาพที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ได้หลุดออกไปจากความถูกและความผิด เพียงแต่มันเบี่ยงออกไปได้เล็กน้อยภายใต้เงื่อนไขตามกาลเทศะของมัน
จากจุดนี้จะเห็นว่า แม้กระทั่งแนวความคิดแบบนี้ก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในสังคมไทย ความเชื่อว่าประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก ถ้าเชื่อแบบกลไก ก็คือว่า ใครมีเสียงข้างมากก็เป็นฝ่ายกำหนด ใครเกณฑ์ประชาชนมาประท้วงได้มากกว่าคนนั้นเป็นผู้ปกครอง เจตจำนงของประชาชนที่จะมาประท้วงกันไม่ว่าถูกหรือผิดต้องเป็นเจตนารมณ์ของผู้ปกครอง เป็นความคิดแบบ ออกุสต์ กองต์ ก็ว่าได้ ซึ่งผมไม่อย่าจะว่ามาก (ผู้ฟังหัวเราะ)
แต่ในด้านกลับกัน ประชาธิปไตยที่มาจากเสียงข้างมาก เป็นแต่เพียงข้อสมมติฐานว่าผู้ที่เป็นคนธรรมดาสามัญ จิตสำนึกของคนธรรมดาสามัญจำนวนมากที่สุดย่อมมีโอกาสที่จะมีสภาวะสมดุลหรือก่อให้เกิดสมดุลของสังคมภายใต้เหตุผล สามัญสำนึกอย่างง่ายๆ ถ่วงดุลและคานกันเองจนเกิดเป็นความเห็นที่น่าจะถูกต้องมากที่สุด เป็นการทำความเข้าใจว่าประชาธิปไตยก่อให้เกิดความน่าจะเป็นที่จะผลักดันไปสู่ความเป็นธรรมมากขึ้น
ในขณะเดียวกันประชาธิปไตยไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างลอยๆ ต้องมีได้ก็ต่อเมื่อยังคงเคียงคู่อยู่กับการคุ้มครองคุณค่าพื้นฐาน เช่น หลักการสำคัญในเรื่องของความเสมอภาค ประชาธิปไตยลบล้างความเสมอภาคไม่ได้ เพราะความเสมอภาคเป็นรากฐานของประชาธิปไตย และในขณะเดียวกันประชาธิปไตยต้องเป็นการปกครองด้วยเสียงข้างมากที่ไม่ทำลายล้างเสียงข้างน้อย รับฟังเสียงข้างน้อย และยอมให้เสียงข้างน้อยมีปฏิสันฐาน มีการตอบโต้กับเสียงข้างมากอยู่ตลอดเวลา โดยได้รับการคุ้มครองให้ที่ยืนที่มั่นคงในสังคม ความคิดนี้คือความคิดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพ ความคิดที่ว่าประชาธิปไตยจะมีได้ต่อเมื่อมีการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานและไม่เพียงเท่านั้น ยังจะต้องประกันเสรีภาพในการแข่งขันให้ทุนเล็กสามารถทานทุนใหญ่ได้ ไม่ตกอยู่ใต้การครอบงำและภายใต้การควบคุมกำหนดจากทุนขนาดใหญ่เท่านั้น
ความคิดอย่างนี้ ถ้าเราย้อนไปดูความเข้าใจทั้งในทางเคมี ความเข้าใจในทางฟิสิกส์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะที่มีการตอบโต้ โต้แย้งกันอยู่ตลอดเวลา ผมไม่อาจจะกล่าวได้ว่า วิชาสังคมศาสตร์หรือศาสตร์ทางวัฒนธรรมนั้นได้ลอกเลียนแบบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และไม่อาจจะกล่าวได้ว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ลอกเลียนแบบหรือได้ต่อสู้กับความเชื่อแบบสังคมศาสตร์หรือศาสตร์ทางวัฒนธรรมจนเกิดเป็นความคิดแบบใหม่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เราจะเห็นได้ว่า เรา – ซึ่งอยู่ในจุดนี้ ในแง่ของสังคมศาสตร์ ในแง่ของศาสตร์ทางวัฒนธรรม เรากำลังเผชิญหน้ากับอิทธิพลของความคิดแบบวิทยาศาสตร์แบบเก่า ความคิดวิทยาศาสตร์แบบกลไก
ถ้าเราดูการโฆษณาทางโทรทัศน์ เราดูการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ เราดูลัทธิบริโภคนิยม จะเห็นได้ว่าทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่าถ้าหากเราสามารถโน้มน้าวความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากให้เชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล เราโฆษณาทับถมเข้าไปเรื่อยๆ คนก็จะเชื่อ คนก็จะซื้อเรา และเมื่อวันหนึ่งคนไม่ซื้อเพราะความเห็นเปลี่ยนแปลงไป เราค่อยหาอุบายใหม่ เราค่อยหาตลาดใหม่ เราค่อยหาหากลไกวิธีที่จะหลอกเขาใหม่ และเราก็จะประสบความสำเร็จแบบใหม่ และตรงนี้นำไปสู่ความคิดที่จะต้องสร้างโรงละคร สร้างกลไก สร้างละครแบบใหม่ขึ้นมา ทำให้ประชาชนหลงลืมและถูกหลอกลวงเรื่อยไป เพื่อจะนำไปสู่การบริโภคแบบใหม่ตลอดเวลา นี่ก็เป็นอิทธิพลของความคิดทางวิทยาศาสตร์แบบกลไก
ในขณะเดียวกัน ในด้านตรงกันข้าม เราจะเห็นได้ว่า การต่อสู้ของการคัดค้านความคิดแบบบริโภคนิยมซึ่งเราจะเรียกกันได้ว่าการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจพอเพียง คือเศรษฐกิจที่จำกัดการบริโภค คือเศรษฐกิจที่เข้าควบคุมโลกธรรมชาติ คือเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การเข้าสู่สภาวะกลมกลืน อยู่ร่วมกันกับโลกธรรมชาติ สภาวะแบบนี้มันก็มีลักษณะยืดหยุ่นแบบลื่นไหลที่ต้องต่อสู้กับแนวความคิดแบบบริโภคนิยม
ความคิดแบบนี้ถ้าเราไม่ได้สังเกต ไม่ได้ติดตามก็จะไม่รู้สึกเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราอยู่ในสังคมที่เป็นพุทธ และการที่เป็นสังคมชาวพุทธ ซึ่งเป็นสังคมที่ต่อต้านความคิดแบบควอนตัมมาตั้งแต่โบราณ และด้วยเหตุนี้ทำให้การต่อต้านความคิดแบบกลไกมาแต่โบราณแล้ว เพราะรากเหง้าความคิดแบบพุทธนั้นเป็นวิภาษวิธี เต็มไปด้วยความคิดแบบปุจฉาและวิปัสสนาที่ดำรงอยู่ตลอดเวลา เป็นความคิดที่จะดำรงไว้ซึ่งเอกภาพของด้านตรงกันข้ามตลอดเวลา แต่แน่นอนที่สุด ความคิดแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เป็นวิทยาศาสตร์แบบกลไกนั้นก็เข้ามาครอบงำความคิดแบบพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน
การที่เราต้องท่องกันว่า สัพเพ อนิจจัง สัพเพ ทุกขัง สัพเพ อนัตตา หัวใจของวิภาษวิธีนี้ ที่จริงแล้ว ถ้ามองด้วยสายตาแบบนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คนอย่างไอน์สไตน์ หรือคนอย่างนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันจำนวนมากบอกว่า ถ้าเกิดมาชาติหน้าอยากจะเกิดเป็นชาวพุทธนั้นก็เป็นเพราะว่าแนวความคิดทางสังคมในวัฒนธรรมไทยนั้น เข้าใกล้วิทยาศาสตร์แบบที่เชื่อกันในยุคปัจจุบันมาก
ผมขอสรุปลงในที่นี้ว่า อันที่จริงแล้ว ความสำเร็จของวิทยาศาสตร์แบบนิวตัน วิทยาศาสตร์แบบกลไกนั้น นำมาสู่ การขึ้นสู่กระแสสูงของความคิดแบบเหตุผลนิยมกลไก และเหตุผลนิยมกลไกนั้นก็ครอบงำโลกอยู่ได้ระยะหนึ่ง ในบ้านเรา ความคิดแบบนี้ได้เข้ามาครอบงำความเข้าใจทางสังคมอยู่เป็นเวลานาน โดยเฉพาะความเข้าใจว่าอะไรก็ตามที่เป็นสมัยใหม่ต้องอยู่ภายใต้เหตุผลนิยมแบบที่เชื่อกันว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ที่แท้แล้ว ถ้าเราทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์แบบควอนตัม เราจะเห็นได้ถึงการทำความเข้าใจความจริงในรูปของเอกภาพของด้านตรงกันข้าม ทำความเข้าใจความจริงในแง่ของความเป็นอยู่ของสิ่งที่ขัดแย้งกัน และนำไปสู่ความเข้าใจความจริงที่เปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ภายใต้สิ่งที่เราเรียกกันว่าความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่ดำรงอยู่ในข้อเท็จจริงที่ค่อนข้างหลากหลายเสมอมา และตรงนี้เป็นทัศนคติที่ตรงกันกับทัศนะแบบพุทธที่บอกว่า “จงมองสรรพสิ่งตามที่มันเป็นจริง แต่มองด้วยทัศนะที่เป็นแบบกาลามสูตร” แต่ทัศนะแบบนี้ไม่เชื่อว่าความจริงไม่มีอยู่ ทัศนะแบบนี้เชื่อว่าความจริง ความถูกต้องนั้นมีอยู่
ทัศนะแบบนี้เป็นทัศนะเช่นเดียวกับวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าความถูกต้องนั้นมีอยู่แต่การศึกษาหาความถูกต้องนั้นจะต้องศึกษาจากการทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่ดำรงอยู่ในข้อเท็จจริงที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
ฉันใดก็ฉันนั้น เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา รวมทั้งสาขาอื่นๆ ถ้าหันมามองความเป็นจริงโดยหยิบยืมความเข้าใจแบบควอนตัมมาให้เราเข้าใจง่ายมากขึ้น ก็จะทำให้วิชาการทางสังคมศาสตร์หรือศาสตร์ทางวัฒนธรรมนั้นขยับไป และผมเชื่อว่าภายใต้อิทธิพลทางวัฒนธรรมแบบพุทธของเรานั้น มีโอกาสที่เราจะปลดตัวออกจากการตกเป็นทาสของบริโภคนิยม หรือแนวคิดเศรษฐกิจแบบยึดโยงอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ฝ่ายเดียว เชื่อต่อไปด้วยว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่อุตส่าห์มาเผยแพร่ความคิดแบบควอนตัมนั้น คงจะช่วยกันผลักดันให้ความเข้าใจเหล่านี้นำไปสู่เยาวชนมากกว่าการเชื่อแบบกลไกอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ (เสียงปรบมือ)
ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารได้ที่นี่